ReadyPlanet.com


ลูกไม่เคยถูกตี


วันหนึ่งลูกสาววัย 5 ขวบ มีอาการซึมเศร้า (ปกติร่าเริง) ไม่อยากไปโรงเรียน บอกว่าถูกคุณครูตี คุณแม่จึงสอบถามรายละเอียด ปรากฏว่าลูกทำผิดจริงไปขีดรูปเพื่อนที่คุณครูกำลังจัดบอร์ดอยู่ คุณครูตีที่แขน แต่คุณแม่คิดว่าคุณครูไม่ได้สอนอะไรหลังจากตีเด็ก เขารู้สึกผิดมาก จะให้คุณแม่ทำรูปถ่ายไปคืนคุณครู ปกติคุณแม่ไม่เคยตีลูกเลย และพยายามอธิบายทุกอย่างว่าเพราะอะไรครูจึงตี ทำไมเขาถึงเสียใจมาก หรือกลัวจนไม่อยากไปโรงเรียน


ผู้ตั้งกระทู้ โดมมมมม :: วันที่ลงประกาศ 2008-01-18 22:28:32 IP : 119.42.70.3


[1]

ความคิดเห็นที่ 1 (1343420)

สวัสดีครับคุณโดมมมมม

 

คุณแม่เข้าใจถูกต้องแล้วครับ มันเป็นการที่ลูกส่งสัญญาณบอกให้รู้ว่าแกมีปัญหากับคุณครูที่โรงเรียน คุณแม่ต้องรีบสังเกตุและค้นหาต้นตอของปัญหาให้พบเพื่อจัดการให้เรื่องที่เกิดภายในใจลูกนี้ คลี่คลายไปโดยด่วน อย่าปล่อยให้เรื่องยืดเยื้อออกไป เพราะยิ่งตั้งหลักได้เร็ว ปัญหาก็จะยิ่งแก้ได้ง่ายและจะช่วยป้องกันไม่ให้ลูกต้องตกอยู่ในห้วงแห่งความทุกข์ใจ ซึ่งจะส่งผลให้การเรียนของลูกตกต่ำไปด้วยครับ

การที่คุณแม่จับเข่าคุย – ตั้งใจฟังสิ่งที่ลูกพูด เพราะเป็นขั้นตอนสำคัญที่จะช่วยให้เราเข้าใจ ว่าลูกกำลังคิดหรือรู้สึกอย่างไรกับสถานการณ์ที่ตนเองกำลังประสบอยู่ ลูกคิดว่าเกิดอะไรขึ้น และทำไมจึงคิดเช่นนั้น ยังไม่ต้องสนใจว่าลูกเป็นฝ่ายผิดหรือถูก เพราะนั้นไม่สำคัญเท่ากับว่าตอนนี้อะไรที่ทำให้ลูกไม่สบายใจ หรือกลัวอยู่

การมีปฏิกิริยาตอบสนองลูกในทางลบ (เช่นพูดกับลูกว่า "ลูกต้องอดทนหน่อยสิ") หรือด่วนตัดสินลูก (เช่นพูดกับลูกว่า "ต้องเป็นความผิดของลูกแน่เลย") รังแต่จะทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงและทำให้ลูกทุกข์กังวลมากขึ้นไปอีก ทางที่ดี เราต้องทำให้ลูกรู้ว่าเราเป็นห่วงเป็นใยกับความทุกข์ใจของลูกและจะช่วยลูก แก้ปัญหาให้ลุล่วงไปด้วยดีให้ได้ และเหนืออื่นใดก็คือ อันที่จริงเรื่องที่เกิดขึ้นอาจเป็นเพราะเขายังเด็กและติดที่จะเล่นจนแยกไม่ออกว่าที่ทำไปนั่นคือความผิดและความไม่เหมาะของตนเองก็ได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องค่อยๆ เรียนรู้ไป

เราต้องไม่ลืมว่าเป็นเรื่องง่ายมากที่เด็กๆ จะตีความว่าครูเป็นคนดุ (และกำลังดุตัวเขาเป็นการส่วนตัว) เพียงเพราะครูเสียงดังหรือมีท่าทาง "เฮี๊ยบ" อยู่ตลอดเวลา เด็กจำนวนไม่น้อยจึงรู้สึกว่าตัวเองกำลังตกเป็นเป้าของคุณครู ทั้งที่ครูยังไม่ทันได้มีปฏิกิริยาอะไรเป็นพิเศษเลยด้วยซ้ำ

ไม่ว่าลูกจะรู้สึกมีปัญหากับครูด้วยเหตุอันใดก็ตาม หลังจากที่คุยกับลูกจบแล้ว ควรหาโอกาสพูดคุยกับคุณครูของลูกเป็นลำดับต่อไป (จะใช้วิธีโทรศัพท์ หรือเขียนจดหมายขอนัดพบเพื่อพูดคุยก็ได้ค่ะ เพราะล้วนแต่เป็นวิธีที่ดีที่ครู ซึ่งมีงานยุ่งวุ่นวายตลอดทั้งวันจะรู้สึกขอบคุณอย่างยิ่งเลยทีเดียว)

เล่าให้คุณครูฟังโดยละเอียดว่าลูกรู้สึกอย่างไรหรือทุกข์เรื่องอะไร บอกคุณครูให้ชัดๆ เลยว่าคุณกังวลกับปัญหาของลูกมากเพียงใด และหวังใจว่าด้วยความช่วยเหลือของคุณครูอีกหนึ่งแรง ปัญหาต่างๆ จะได้รับการแก้ไขให้คลี่คลายลงได้ บ่อยครั้งเหลือเกินที่การได้นั่งลงจับเข่าคุยกันเช่นนี้ จะช่วยให้เราเห็นปัญหาได้ชัดเจนขึ้น และยังช่วยให้ทั้งพ่อแม่และคุณครูเข้าใจ ในตัวเด็กได้ดีขึ้นด้วย

การนั่งลงพูดคุยกันระหว่างพ่อแม่และครูควรทำอย่างเปิดกว้าง ตรงไปตรงมา โดยเฉพาะตัวครูประจำชั้นของลูก ควรมีจิตใจเปิดกว้างพอที่จะยอมรับฟังเรื่องราวทั้งหมด ได้อย่างใจเย็นเพื่อเห็นปัญหาร่วมกัน โดยไม่พานโกรธที่บางแง่มุมของปัญหานั้น อาจมากระทบตัวตนของครูเข้าเสียก่อน

 

นอกจากการไปพูดคุยกับคุณครูที่โรงเรียนแล้ว พ่อแม่ก็มีการบ้านสำคัญที่ต้องทำ เพื่อช่วยลูกเรื่องนี้ด้วยครับ ไม่ว่าจะเป็น

§                                 รักและเอาใจใส่ลูกให้มากขึ้นกว่าเดิม ให้เวลากับลูกมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และให้โอกาสลูกได้ "ระบาย" ความขุ่นข้องหมองใจและความตึงเครียดในใจออกมา

§                                 พาลูกไปทำกิจกรรมสนุกๆ นอกเวลาเรียน เช่น พาไปเล่นกีฬา เล่นดนตรี เข้าค่ายสร้างสรรค์ต่างๆ ฯลฯ เพื่อสร้างโอกาสให้ลูกประสบความสำเร็จในเรื่องอื่นๆ นอกเหนือจากเรื่องเรียน และเป็นการเสริมพลังความมั่นใจในตนเองให้กับลูกด้วย

§                                 ค่อยๆ สอนลูกให้เรียนรู้ความจริงของชีวิตว่า ปัญหานั้นเกิดขึ้นและมีอยู่ และเราไม่อาจเปลี่ยนแปลงความเป็นจริงข้อนี้ได้ แต่เราสามารถเรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน และผ่านมันไปโดยให้เกิดความรู้สึกเครียดน้อยที่สุดได้ การยอมรับความจริงเช่นนี้ จะช่วยให้ลูกพยายามมองหาหนทางทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย เช่น การปรับตัว แทนที่จะจมทุกข์ดิ้นรนและทนรอในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ (เช่น เปลี่ยนครูที่มีบุคลิกเคร่งขรึมจริงจัง ให้กลายเป็นคนร่าเริงขี้เล่น) แสดงให้ลูกรู้ว่าคุณเห็นและชื่นชมเสมอกับความพยายามของลูก ที่จะฝ่าฟันสถานการณ์ยากๆ นี้ไปให้จงได้

§                                 อีกวิธีหนึ่งซึ่งจะช่วยได้มากก็คือ ต้องสอนให้ลูกเรียนรู้ด้วยว่าครูก็เป็นมนุษย์ปุถุชนคนหนึ่งเหมือนกัน หาโอกาสคุยกับลูก (โดยต้องระวังไม่ให้ลูกรู้สึกว่าคุณกำลังเข้าข้างคุณครู) ให้เขาเห็นใจคุณครูว่าเป็นเรื่องยากแค่ไหน ที่จะต้องดูแลเด็กๆ ที่อยู่รวมกันเป็นจำนวนมากในชั้นเรียน หรือต้องสอนเด็กๆ ที่ส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวตลอดเวลาทั้งที่ครูกำลังรู้สึกเหนื่อยหรือไม่สบาย ชี้ให้ลูกเห็นว่าครูเองก็อาจมีปัญหาส่วนตัวได้ ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกเศร้าหรือหดหู่สิ้นหวัง มีสิ่งที่ชอบและไม่ชอบ มีสิทธิ์ที่จะเกิดอารมณ์บูด และมีเรื่องไม่สบายใจเกี่ยวกับครอบครัวได้เหมือนกัน บอกให้ลูกรู้ว่า ถึงแม้ครูจะเสียงดังและดูฉุนเฉียว แต่นั่นก็เป็นปัญหาของครู ไม่ได้เกี่ยวกับลูกเลย อย่างน้อยที่สุด วิธีการนี้จะช่วยให้ลูกรู้สึกมั่นคงอยู่ลึกๆ ในใจว่าเขาไม่ได้เป็นตัวปัญหา และเขาได้ทำดีที่สุดแล้ว

 สิ่งที่พ่อแม่อย่างเราต้องระวังก็คือไม่ควรผลีผลาม กระโจนเข้าแก้ปัญหาทันทีที่ลูกเริ่มบ่นให้ฟังว่ามีปัญหากับคุณครู และรีบย้ายลูกไปอยู่โรงเรียนใหม่ในทันทีทันใด  ขอให้ใจเย็นๆ  ค่อยๆ ดูให้ปัญหาได้รับการแก้ไขทีละเปลาะตามลำดับอย่างที่เล่าไปแล้ว โดยให้เวลาเป็นตัวช่วยคลี่คลายอีกแรงหนึ่งจะดีกว่า เพราะไม่เช่นนั้น ถึงแม้จะย้ายโรงเรียนแล้ว แต่ปัญหาก็จะยังคงติดตัวลูกไปด้วยอยู่ดี ขอให้คุณแม่ลองทำตามที่แนะนำดูนะครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น พี่ชาย วันที่ตอบ 2008-01-19 08:27:44 IP : 58.8.183.9



[1]


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล


Copyright © 2010 All Rights Reserved.