ReadyPlanet.com
dot dot
dot
"บ้านแห่งรัก" ที่นี่มีรักสำหรับทุกคน
dot
bulletหน้าแรก
bulletสนามหน้าบ้าน
bulletห้องรับแขก
bulletห้องพ่อแม่ - ญาติผู้ใหญ่
bulletห้องหนังสือ
bulletห้องลูกๆ หลานๆ
bulletเรื่องน่ารู้
bulletเรื่องเล่าสอนใจ
bulletห้องสนทนา "บ้านแห่งรัก"
bulletส่งเมล์ถึง Webmaster
bulletท่านมีคำถามเรามีคำตอบ
bulletเพื่อนบ้านแลกลิ้งค์
bulletส่ง e-card



เพลง: Kiss me
ศิลปิน: Sixpence none the richer
ระแวง article

 

อะไรเป็นสาเหตุให้คนเราระแวงกัน?

ตอบ: ว่าที่จริงความหวาดระแวงนั้นพื้นฐานมันมาจากความไม่มีศีล ไม่มีสัตย์ของคนเรานั่นแหละ ทำไมถึงพูดอย่างนี้? ขอยกตัวอย่างที่ใกล้ตัว คือบางบ้าน แม้แต่พ่อแม่ซึ่งเลี้ยงลูกมาตั้งแต่อ้อนแต่ออก แต่แล้วลูกก็ยังระแวงว่าพ่อแม่ไม่รักก็มีอยู่ ซึ่งสาเหตุก็มาจากพ่อแม่คงไปทำอะไรไม่ดีให้แกเห็น ลูกก็เลยระแวง อาจจะทำกับตัวเขาเองหรืออาจจะไปทำกับคนอื่นก็ตาม เช่น คนอื่นโทรศัพท์มา อาจโทรมาทวงหนี้ อาจจะโทรมาเพื่อเหตุอันใดอันหนึ่ง หรือบางทีก็พ่อโทรมาว่า "ลูกเอ๊ยแม่เอ็งอยู่ไหม" พอดีแม่นั่งเล่นไพ่ แม่ก็ให้ลูกบอกพ่อเขาไปเลยว่า "แม่ไม่อยู่หรอก" ก็แม่ก็นั่งอยู่ตรงนั้น แล้วก็ให้ลูกตอบพ่อว่า "ไม่อยู่" เพียงแค่นี้ พอแล้วที่จะให้ลูกเกิดความระแวง

ทำไม? ก็เพราะพ่อแม่ยังโกหกได้ แล้วทำไมจะโกหกตัวลูกไม่ได้ เพราะฉะนั้น ตลอดชีวิตที่แม่พูดอะไรไว้กับลูก โกหกทั้งหมดหรือเปล่าก็ไม่รู้ ทีนี้พอลูกระแวงแม่ก่อนแล้วนี่ การจะบ่มเพาะคุณธรรมอะไรต่างๆ จบแล้วที่ตรงนี้


เพราะฉะนั้น ใครที่โกหกคนอื่นแล้วให้ลูกได้ยิน เท่านี้ก็พอจะพัง ไม่ว่าจะเป็นแม่บ้านโกหกพ่อบ้าน หรือพ่อบ้านโกหกแม่บ้าน ด้วยเหตุผลอะไรก็ตามที เท่านี้พอแล้วที่จะทำให้ลูกระแวง และถ้าคุณพ่อคุณแม่เคยโกหกลูกเอาไว้อีก ลูกจะไม่ยิ่งระแวงหนักเข้าไปอีกหรือและหากว่าพ่อแม่เคยเฆี่ยนตี เคยลงโทษโดยปราศจากเหตุผล คือ เวลาอารมณ์ไม่ดี ทำใครไม่ได้ ก็เลยตีลูกส่งไปเลย แล้วจะไม่ให้ลูกระแวงได้ยังไง คือระแวงว่าวันนี้แม่จะตีอีกหรือเปล่าก็ไม่รู้


ถามตัวเองว่า เคยบ้างไหมที่ด่าลูกน้องโดยไม่มีเหตุไม่มีผล พออารมณ์ไม่ดีก็ตวาดออกไป แค่นี้ก็จบแล้ว อยากให้เขาเข้ามาใกล้เรา เขาก็ไม่มา เพราะเราไม่น่าเข้าใกล้ ไม่รู้จะอารมณ์ร้ายขึ้นมาเมื่อไร เขาระแวงแล้ว


ถ้าเราเคยสังเกตตัวเอง เมื่อเราอยู่ชั้นประถมชั้นมัธยม พอเขาบอกว่า "อาจารย์ใหญ่มาแล้ว" เราจะวิ่งไปหาอาจารย์ใหญ่ หรือว่าต่างคนต่างวิ่งหนี


เราทำอย่างไร? เราก็ต่างคนต่างวิ่งหนี หายเงียบ เลย แล้วจากนิสัยตรงนี้ พอมาบวชเป็นพระเป็นเณร พอบอกว่า "เฮ้ย หลวงพ่อมาโว้ย" เท่านั้นแหละไม่ต้องหาหรอก หายเงียบกันหมดเลย


นี่คือสิ่งที่เป็น เพราะระแวงเสียแล้ว


ขณะที่ใครก็ตามที่เรียนมาจากโรงเรียนฝรั่ง เวลาผู้อำนวยการมา เด็กวิ่งเข้าไปล้อมหน้าล้อมหลัง แล้ว ผู้อำนวยการก็เก่ง แกก็มีวิธีที่จะทำให้เด็กวิ่งเข้ามาหาแก


แกถาม "เมื่อคืนใครดูทีวีหรือเปล่า"


"หนูดูค่ะๆ" เด็กยกมือ


คือแกรู้อยู่ว่า ถึงอย่างไรเด็กต้องดูแน่ๆ แล้วแกก็ถามต่อ "รายการนั้น สมเด็จพระเทพฯ ทรงแต่งพระองค์ สีอะไร"


เด็กก็ตอบว่า "สีนั้นๆ" พอตอบถูก แกก็มีท๊อฟฟี่ ไปแจกอันหนึ่ง เด็กก็เฮกันใหญ่


ส่วนที่ตอบผิดแกก็เฉย หรือถ้าผิดก็จะถามว่า "แน่ใจนะ" ถ้าเด็กบอกว่าแน่ใจ แกก็หาวิธีออก "เอ้า ใครว่าอย่างไรอีก" เดี๋ยวก็มีคนตอบถูก ส่วนที่ผิดก็ไม่ได้ว่าอะไรสักคำ อย่างมากก็ถามว่า "แน่ใจนะ" แล้วที่ถูกก็ได้รางวัล เพียงเท่านี้เด็กก็ไม่ต้องหวาดระแวงว่า ถ้าแกตอบผิดแล้วจะโดนด่าหรือโดนตี แต่ถ้าตอบถูกแล้ว เด็กก็ได้รางวัล


ขณะที่แบบไทยๆ เรา ถ้าลูกทำอะไรถูก ก็เฉยกันทั้งบ้าน คิดว่ามันเป็นหน้าที่ของลูกจะต้องทำให้ถูก ถ้าผิดก็โดนตี หรือโดนด่าว่า "ทำไมมันโง่อย่างนั้นวะ" เพราะฉะนั้น วันหลังไปถามอะไรลูก "ไอ้นั่นทำยังไง ไอ้นี่ทำยังไง รู้ไหม" เด็กก็เงียบ


ทำไมเด็กเงียบ ก็เรื่องอะไรจะไปพูดล่ะ ถ้าผิดก็โดนด่า ถ้าตอบถูก แม่ก็ทำเฉย เพราะฉะนั้น อยู่เฉยๆ เสีย ก็จบเรื่อง เพราะถ้าพูด ผลลัพธ์ก็มีสองอย่าง คือติดลบกับเสมอตัว แต่ถ้าไม่พูด ผลมีอย่างเดียวคือก็เสมอตัว แล้วจะเอาอย่างไหน แสดงว่าเด็กมันฉลาด ที่มันไม่ตอบ ถ้าตอบมันมีแต่ติดลบกับเสมอตัว จะตอบทำไม เพราะฉะนั้น วิธีเลี้ยงลูกแบบนี้ ก็เลยไม่มีอะไรที่ชักชวน เชื้อเชิญ ท้าทายให้เด็กแสดงความคิดเห็น

แม้สิ่งเหล่านี้ ก็เป็นต้นเหตุแห่งความหวาดระแวง คือการลงโทษโดยไม่สมเหตุสมผล การไม่มีรางวัลอะไรมาท้าทาย ก็ทำให้หวาดระแวงได้ สิ่งเหล่านี้อย่ามองข้าม การทำอะไรผิดศีลให้เด็กเห็น แกก็หวาดระแวง การที่ทำผิดแล้วลงโทษแกหนักไป แกก็หวาดระแวง หรือการลงโทษโดยการไม่สมเหตุสมผล มันก็ทำให้หวาดระแวงไปกันได้เยอะแยะ

สิ่งเหล่านี้ ใครๆ ก็ไม่ควรจะมองข้าม ถ้ามองข้ามไปแล้ว จะพัฒนาอะไรยาก ยิ่งในฐานะที่เราเป็น ผู้บริหารมาถึงระดับนี้แล้ว ถ้าลูกน้องหวาดระแวงนิดเดียวว่า ลูกพี่เจ้าอารมณ์ ลูกพี่ชอบเล่นเส้นเล่นสาย อย่าหวังเลยว่าจะมีใครที่ใจจริงกับเรา จริงใจกับการทำงานให้เราหรือให้กับส่วนรวม เป็นไปไม่ได้

เพราะว่าลูกเราเมียของเรา เขาระแวงเรา แล้วคนอื่นจะมาไว้ใจอะไรเรา เท่านี้เราก็พัง นี่ก็เป็นสิ่งที่เราจะต้องมาหยุดคิด มาดูตัวเรา มันก็มาจากกฎแห่งกรรมนั่นแหละ หว่านพืชเช่นใดได้ผลเช่นนั้น ทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว แต่ที่มันร้ายคือทำชั่วแล้วก็ไม่รู้ว่าชั่ว ทำดีแล้วยังสงสัยว่า ดีจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้ เพราะฉะนั้น เราก็จะถูกระแวงไปตลอดชีวิต

ทำอย่างไรคนเราจะไม่ถูกระแวง ?

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสถึงคุณธรรมในการดำเนินชีวิตไว้ ดังนี้

คุณธรรมข้อนั้นก็คือ "สัจจะ"

ถ้าเขียนเป็นภาษาสันสกฤตก็ได้ว่า "สัตย์" มีความหมายเหมือนกัน

คำว่า สัจจะ ในภาษาพระ แปลได้ ๓ อย่างคือ

สัจจะแปลว่า จริง ซึ่งจริง ในที่นี้ตรงกับคำว่า ไม่เล่น ทำอะไรทำจริงๆ อย่าไปทำเล่นๆ

สัจจะ แปลว่า ตรง ซึ่งตรงกับคำว่า ไม่คด ทำอะไรทำด้วยความซื่อตรง ไม่คดในข้องอในกระดูก

สัจจะ แปลว่า แท้ ซึ่งตรงกับคำว่า ไม่ปลอม ไม่เก๊

ยกตัวอย่าง คำพูดที่พูดมานี้ เป็นคำพูดที่จริง ไม่ใช่เล่นๆ แล้วก็พูดกันตรงไปตรงมา ไม่มีเหลี่ยมมีคูไม่คดในข้องอในกระดูก แล้วก็แท้ๆ เลย ไม่มีปลอม เนื้อแท้ๆ ของคำว่าสัจจะ มันรวมความจริงตรงแท้เอาไว้ด้วยกัน จะแปลเป็นอันใดอันหนึ่งก็ได้เหมือนกัน แต่มันอมความไม่หมด

คำว่า สัจจะหรือสัตย์นั้น บางทีเราก็แปลว่า ซื่อสัตย์ ซื่อตรง

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสเอาไว้ คนเรานั้นมีเงินมีทอง เป็นพันล้าน หมื่นล้านไม่สำคัญ สำคัญว่ามีสัจจะหรือไม่ ถ้าไม่มีสัจจะแล้ว น่าระแวงทั้งนั้น เครดิตมีเท่าไรเสียหมด เพราะไม่มีสิ่งใดในโลกนี้จะเป็นเครื่องรับประกันว่า คนเราจะไม่โกหก
เพราะฉะนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้เลยว่า คนเรานี้ ถ้าจะให้มีเครดิตดี คือไม่น่าระแวง มีชื่อเสียง ไม่ใช่ชื่อเสีย เขาต้องปฏิบัติคุณธรรมข้อ "สัจจะ"

ถ้าขาดสัจจะเสียแล้ว ถึงจะมีเงินพันล้านก็ไม่น่าเชื่อถือ ขาดสัจจะเสียแล้วถึงเป็นนายกฯ ก็ไม่น่าเชื่อถือ ขาดสัจจะเสียแล้ว แม้เป็นเมียรักก็ไม่น่าไว้ใจ หรือถ้าสามีไม่มีสัจจะ ดีไม่ดีเดี๋ยวมันก็เอาเอดส์มาฝาก เพราะฉะนั้น ถ้าขาดสัจจะเสียแล้ว อย่างอื่นประกันไม่ได้เลย ไม่น่าไว้ใจเลย

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสั่งนักสั่งหนา ให้เป็นคนมีสัจจะ คนที่มีสัจจะในตัวเขาจะมีความจริง ความตรง ความแท้ และความจริง ความตรง ความแท้ ที่เขาหว่านลงไป มันจะเป็นความดี และจะกลายเป็นเครดิตกลับมา เพราะว่าความจริง ความตรง ความแท้นี้ เป็นพืชของความดี เมื่อหว่านพืชของความดี มันก็ต้องได้ผลดีออกมา หว่านพืชเช่นไรก็ได้ผลเช่นนั้น ไม่มีใครมาระแวงเรา
ตลอดเวลาเราไม่เคยเลื่อยขาเก้าอี้พรรคพวกเพื่อนฝูง เพราะฉะนั้น ก็จะไม่มีใครระแวงว่า เราจะไปเลื่อยขาเก้าอี้เขา เราไม่เคยเล่นพวกเล่นพ้อง ลูกน้องคนไหนทำดีเราก็โปรโมทขึ้นมาตามลำดับ ถ้าอย่างนั้นก็จะไม่มีใครระแวงเรา แล้วเขาก็จะทุ่มทำงานกันอย่างสุดๆ กัน

แต่ตรงนี้สำคัญ คำว่าสัจจะนั้น มีสถานะอยู่ ๔ ประการ คือ

ประการที่ ๑ มีสัจจะต่อหน้าที่การงาน มีสัจจะทั้งหน้าที่ และการงาน คือ ทำอะไรต้องทำให้ดีที่สุด ทำให้ครบตามหน้าที่ (Job Description) ใครมีตำแหน่งอะไรก็ตาม จะเป็นตำแหน่งเหรัญญิก ตำแหน่ง เจ้าหน้าที่ดูแลป่าไม้ ตำแหน่งดูต้นน้ำลำธาร ตำแหน่ง ผู้อำนวยการ หัวหน้าแผนก ใครมีตำแหน่งอะไรก็จะมี หน้าที่เฉพาะของตัวบอกเอาไว้ ว่าต้องทำอย่างนั้นๆ พอถึงเวลาก็ทำให้ครบตามหน้าที่ แล้วก็ทำให้ดีที่สุดด้วย ไม่ต้องยั้งมือ ทำให้ดีที่สุด ไม่หมกไม่หมัก

ประการที่ ๒ สัจจะต่อวาจา คือพูดอย่างไรก็ทำอย่างนั้น ทำอย่างไรก็พูดอย่างนั้น เช่น บอกไปแล้วว่าถ้าทำอย่างนี้ ปีนี้จะได้ ๒ ขั้น พอถึงสิ้นปีถ้าเขาทำได้ก็ต้องให้เขา ๒ ขั้น ตามที่พูดเอาไว้ ไม่หลอกลูกน้อง

ประการที่ ๓ สัจจะต่อบุคคล คือเวลาคบใครก็คบจริง ถ้าไม่คบ ก็ไม่คบรู้แล้วรู้รอดไป ใครจะมาว่าอะไรเราไม่ได้ เพราะเจ้านี่ไม่น่าคบ ก็ไม่คบ ก็เป็นแค่คนรู้จักกัน แต่ถ้าจะคบกัน ก็ต้องไม่เอาเปรียบกัน ถ้าเจ็บไข้ได้ป่วยจะเป็นไข้กายหรือไข้ใจ ก็ต้องรีบไปดูไปช่วยเขา อยากให้เขาหาย ถ้าเขาตกทุกข์ได้ยาก ก็อยากให้เขาพ้นทุกข์ หรือถ้าเพื่อนตายไม่รู้จะทำอย่างไร ก็พร้อม ที่จะไปจัดงานศพให้ ไม่ใช่ว่าที่ตอนดีๆ ก็ใช้เขา แต่พอเขาตาย ก็ไม่ได้เหลียวแลเขาเลย "เอ็งตายเอ็งก็เฝ้าป่าช้าไปซิวะ เดี๋ยวอีแร้งก็ลง" อย่างนี้ ก็จบกันไป

ประการที่ ๔ สัจจะต่อคุณธรรม คือ แม้ตายก็ไม่ยอมให้เสียศีล แค่นี้ก็จบแล้ว เรื่องอื่นไม่ต้องพูด นี่คือสัจจะ ถ้ามีสัจจะอย่างนี้อยู่ในตัวแล้ว ทำให้เขาไม่ระแวงอย่างนี้

ยกตัวอย่าง ถ้าใครรับราชการ แล้วมีคนมาบอกว่า "อย่างเรานี่ ไม่ได้เป็นหรอก อธิบดี"
ความจริงแล้ว ถึงไม่ได้เป็นอธิบดี เราก็ไม่เดือดร้อน เพราะเรามีสัจจะ มีแล้วก็ไม่ตกนรก แต่ถ้าเป็นประเภทกระล่อนไปทั่ว แล้วได้เป็นอธิบดี ได้เป็นปลัดกระทรวง หรือว่าได้เป็นนายกรัฐมนตรี อย่างนี้ปิดนรกไม่อยู่หรอก แล้วถามจริงๆ ว่า ถ้าไม่มีสัจจะ เขาจะเป็นอธิบดี เป็นนายกฯ ได้กี่วัน ก็ยังไม่รู้เลย แล้วอีกไม่กี่วันต่อมาจะไม่มีใครแลเลยหรือเปล่า ก็ยังไม่รู้

แต่ว่าถ้าเรามีสัจจะครบ ๔ ประการอย่างนี้ รับรอง ไม่ตกนรก ถึงจะไม่ได้เป็นอธิบดี ไม่ได้เป็นปลัดกระทรวง ก็ช่างปะไร แค่นี้เราก็พอกิน

ถ้ากะล่อนรอบตัวแล้วไปเป็นอธิบดี เป็นได้ไม่กี่วัน เขาจับมาสอบเสียอีกแล้ว มันจะคุ้มอะไร หรือถ้าให้เป็นอธิบดีแล้วอีกสัก ๗ เดือน ๘ เดือน เรียกมาสอบเรียกมาปลด ไม่เอาดีกว่า เราอยู่อย่างนี้ดีกว่า สบายกว่า ขอให้เรามีสัจจะต่อหน้าที่และการงาน สัจจะต่อวาจา สัจจะต่อบุคคล สัจจะต่อคุณธรรม ถึงตายไปก็ไม่เสียศีล เราปิดนรกของเราได้ ลูกเต้าก็อยู่ต่อไปได้

เวลาเดินทางไปไหน เขาพูดถึงพ่อ เขาก็พูดในทางดีว่า "พ่อมันนี่ ตายก็ไม่ยอมเสียศีล มีเพื่อนก็ไม่เคยทิ้งเพื่อน คำพูดของเขา พูดคำไหนก็คำนั้น หน้าที่การงานทำอะไรแล้วเชื่อถือได้" นี่พ่อทำมาอย่างนี้ "ลูกเอ๊ย ลูกแบกนามสกุลพ่อไปแล้วละก็ เขาก็ยังต้อนรับลูกทั้งแผ่นดิน" เพราะฉะนั้น ถึงตอนมีชีวิตอยู่ ไม่ต้องเป็นอธิบดี ก็ไม่เดือดร้อน

ด้วยเหตุผลเหล่านี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงตรัสไว้ว่า ให้มีสัจจะเอาไว้ เครดิตมันดีกว่ามีเงินพันล้าน เพราะไม่ต้องระแวงกัน

By: จากหนังสือ หลวงพ่อตอบปัญหา

 

 

บริษัท ฟอร์จูน เมอร์แชนไดซิ่ง จำกัด

บริการฟังเพลงออนไลน์ ไม่มีบริการดาวน์โหลดเพลงทุกชนิด โปรดสนับสนุนศิลปินด้วยการซื้อสินค้าที่ถูกต้องตามลิขสิทธิ์



ห้องพ่อแม่ - ญาติผู้ใหญ่

เรื่องควรรู้สำหรับพ่อแม่และญาติผู้ใหญ่ article
จูบของลูกน้อย article
ปัญหาการนอกใจและวิธีแก้ article
เรื่องเศร้า...ของชีวิตคู่ article
ทำบัญชีรับจ่ายช่วยให้ครอบครัวเป็นสุข article
รถไฟ กับ ความรัก article
กิจกรรมสร้างสายใยแห่งรัก article
สิ่งที่คุณภรรยาควรรู้เมื่อต้อง “หย่า” article
ศาสตร์ในการทะเลาะกัน article
ชีวิตคู่หลังการนอกใจได้ผ่านพ้นไป article
คิดให้ดีก่อนหย่า article
ชีวิตคู่กับการให้อภัย article
วัยรุ่นในครอบครัวแตกแยก article
สามีนอกใจมีอะไรเป็นสาเหตุ article
ภาษารักทั้ง 9 article
ความโกรธ article
คู่มือการเลี้ยงลูกให้ได้ดี article
แก่อย่างมีคุณค่า article
หน้าที่ของบิดามารดาต่อบุตรธิดา article
วิธีการสร้างเรือนรักที่สมบูรณ์แบบ article
พ่อ…ร่มไทรไม่ใช่ร่มตาล article
จูบใครคิดว่าไม่สำคัญ article
ชูรักคู่สมรส article
"เอดส์ลดหรือเพิ่ม……เริ่มที่ผู้ชาย" article
100 คำพูดดีๆ ที่พ่อแม่ควรพูด article
เลี้ยงลูกด้วยเหตุผลอย่างเดียวไม่พอ article
จะป้องกันลูกไม่ให้เข้าแก๊งได้อย่างไร? article
ปราการแห่งทิฐิอุปสรรคแห่งรัก article
เทคนิคการเป็นเพื่อนกับวัยรุ่น article
อยากรักให้ยืดต้องทำอย่างไร? article
เคล็ดลับ 5 ข้อ ในการหลีกเลี่ยงการโต้เถียงระหว่างคู่ครอง article
พ่อแม่ ทะเลาะอย่างไรให้สร้างสรรค์ article
ทำไมผู้ชายจึงชอบมีเมียน้อย? article
ความรักมิใช่การครอบครอง article
ลูกจ๋าแม่ขอโทษ article
เมื่อลูกมีแฟน article
เลี้ยงลูกอย่างไรให้ได้ดี article
ชีวิตคู่กับการเลี้ยงลูก article
การเตรียมลูกเข้าสู่วัยรุ่นที่ สดใส ร่าเริง และมีคุณภาพ article
พ่อแม่กับสุขภาพจิตเด็กวัยเรียน article
เมื่อลิ้นกระทบฟันจะแก้ไขอย่างไร? article
“มันเจ็บที่หัวใจ” article
เคล็ดไม่ลับ 10 ประการในการมีชีวิตคู่ article
ข้อเขียนจากลูก แด่คุณพ่อคุณแม่ที่เคารพรัก article
ความรักของเด็ก article
20 นิสัยไม่ดีสําหรับการใช้ชีวิตคู่ article
ปัญหาของผู้สูงอายุ article



Copyright © 2010 All Rights Reserved.
.......กลับหน้าแรกคลิกที่นี่ครับ..:: กลับหน้าแรก ::..

บริษัท ฟอร์จูน เมอร์แชนไดซิ่ง จำกัด